การแผ่เมตตาให้ได้ผล ต้อง ‘แผ่จากใจ ไม่ใช่จากปาก’ โดย ท่าน ว. วชิรเมธี

ท่าน ว. มีคำตอบมาให้ว่า ทำไม ” การแผ่เมตตา ” ไม่ได้ผลสักที

ตอนหนึ่งของบทความเรื่อง “อานิสงส์ของการเจริญสติ” ท่าน ว. วชิรเมธี กล่าวถึง การแผ่เมตตา ให้คนที่เราโกร ธไว้ว่า

“แต่ละคนล้วนมีกรร มเป็นของตัวเอง ซึ่งเรียกว่าแค่นี้ก็ทุ กข์หนั กหน าสาหั สมากพออยู่แล้ว แล้วทำไมจะต้องมาสร้างกรร มใหม่ต่อกันและกันอีก เราแต่ละคนแบกกรร มของตัวเองก็เรียกว่าหนั กอึ้ งพอแล้ว ถ้าเรายังมาโกร ธกันและกัน มาสร้างกรร มสร้างเว รใหม่ก็เท่ากับว่าเรากำลังเพิ่มภ าร ะแห่งความทุ กข์ลงไปบนเป้หลังของเราให้หนั กอึ้ งยิ่งขึ้น เมื่อคิดได้อย่างนี้ว่าเราต่างก็มีภ าร ะมากพอแล้วก็จะเห็นทั้งเราเห็นทั้งเขากลายเป็นเสมือนสั ตว์ผู้ลอยคออยู่ในทะเลทุ กข์เสมอกัน

แท้ที่จริงทั้งเราทั้งเขาเป็นบุคคลที่ควรแก่การสังเว ช ควรแก่ความส งสา ร ควรแก่ความเม ตตาทั้งคู่ ฉะนั้นอย่ ามาเสี ยเวลาโกร ธกันอยู่อีกเลย เมตตากันไว้ดีกว่า แล้วก็แผ่เมตตาให้เขา ภาวนาให้เขามีความร่มเย็นเป็นสุข มีอายุยื นยาว มีสุขภาพกา ย สุขภาพจิตแข็งแรงสมบูรณ์ มีครอบครัวที่มั่นคงมีหน้าที่การงานที่สูงส่ง แล้วนึกถึงเขาแต่ในทางที่ดีงาม ถ้าทำได้อย่างนี้ ปลู กจิ ตที่ประกอบด้วยไมตรีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดกระแสแห่งเมตตาจิ ตจากเราก็จะส่งไปถึงเขาพอเขารับรู้ได้ เขาจะมีความร่มเย็นเป็นสุขแล้วจะสามารถหันมาปฏิสัมพันธ์ต่อเราด้วยความเมตตาอารีเหมือนที่เรามีต่อเขา

เช่นเดียวกัน เมื่อเราตักน้ำมาแล้วไปรดต้นไม้ ถ้าต้นไม้ชุ่มเย็น เชื่อไหม น้ำที่กระเซ็นถูกตัวเราก็ทำให้ร่างกายเราชุ่มเย็นเหมือนกัน นั่นแหละ คนที่รดน้ำคือเมตตาให้คนอื่น ความชุ่มเย็นนอกจากเกิดขึ้นกับเป้าหมายแห่งความเมตตาของเราแล้วก็เกิดขึ้นกับจิตใ จของเราเองด้วย ต้นไม้ที่ได้รับการรดน้ำแล้วงอ กงามฉันใด คนที่คอยรดน้ำให้ต้นไม้ก็มีความงอ กงามเพิ่มขึ้นในจิตในใจฉันนั้น ฉะนั้นผู้รู้หรือนักปราชญ์จำนวนมากจึงมั กจะบรรลุธรรมท่ามกลางแมกไม้ที่ร่มรื่นเพราะแมกไม้ที่ร่มรื่นเป็นที่มาของจิตใ จที่รื่นรมย์ในชีวิตของเรา

ความเมตตาเปรียบเสมือนสายน้ำและเปรียบเสมือนผืนป่าอันร่มรื่น ถ้าเราปลูกฝั งบ่ มเพาะเมตตาจิตลงไปในใจของเรามากขึ้น ๆ ตัวเราเองก็จะรื่นรมย์ เหมือนกับว่าเรานั้นมีธารน้ำหลั่งไหลอยู่ภายในตัว เหมือนกับตัวเราเองนั้นเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ตัวเราเองก็มีความชุ่มเย็นอยู่ภายใน ใครมาก็พลอยชุ่มเย็นตามไปด้วย ฉะนั้นการแ ผ่เมตตาให้คนที่เราโกร ธนั้น อย่ าไปแผ่ตอนที่เราโกร ธ แต่ควรจะฝึกให้มันเป็นวิถีชีวิตของเราทุกวัน ๆ จนกระทั่งว่าเมตตากับวิถีชีวิตของเรากลายเป็นเนื้อเดียวกัน

ในสมัยพุ ทธกาล เวลาที่พ ระอริยสาว กเจอกัน ท่านมักจะถามกันว่า “ท่านสารีบุตรท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร” พ ระสารีบุตรก็จะตอบว่า “ช่วงนี้ผมอยู่ด้วยเมตตาพรหมวิหาร ช่วงนี้ผมอยู่ด้วยสุญญตาพรหมวิหาร” หรือ“ช่วงนี้ผมอยู่ด้วยกรุณาพรหมวิหาร”

คำว่า “วิหาร” แปลว่า คุณธรรมประจำจิ ตประจำใ จ เราทุกคนควรจะฝึกจิตฝึกใจของเราให้มีเมตตาเป็นเรือนใจเอาไว้เป็นพื้นฐานถ้าเรามีเมต ตาเป็นเรือนใจเป็นพื้นฐานอยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาโกร ธขึ้นมา เราไม่ต้องภาวน ามากมาย แค่กลับมาแผ่เมตตาในจิ ตในใ จให้ตัวเอง แล้วก็ให้คนที่เขาทำให้เราโกร ธ แค่นั้นเอง แม่น้ำแห่งเมตตาก็จะแสดงปาฏิหา ริย์แห่งความชุ่มเย็นให้ปรากฏ

การที่คนจำนวนมากแผ่เมตตาแล้วไม่ได้ผล เพราะเขามัวแต่จะแผ่เมตตา แต่ไม่มีเมตตาที่จะนำไปแผ่ เห็นไหม ก่อนแผ่เมตตาจะต้องสร้างเมตตาจิตขึ้นในจิ ตในใ จของตัวเองจนกระทั่งว่าให้ผลเป็นความชุ่มเย็นในจิตในใจของตัวเองก่อน แล้วจากนั้นจึงค่อยแผ่ออกไปกระแสแห่งเมตตาก็จะค่อย ๆ เลื่อนไหลไปถึงคนที่เป็นเป้าหมายที่เราแผ่เมตตาให้เขา คนจำนวนมากที่แผ่เมตตาแล้วไม่ได้ผล เพราะเขาแผ่เมตตาแต่ปา ก แต่ใจของเขานั้นยังเต็มไปด้วยความโกร ธอยู่เหมือนเดิม ฉะนั้นรา กฐา นของการแผ่เมตตาที่แท้จริงอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ที่ปา ก

loading...

ส่วนถ้อยคำสำหรับแผ่เมตตานั้น ไม่สำคัญหรอกว่าจะเป็นภาษาบาลีหรือภาษาไทยขอเพียงเรานึกแผ่ความปรารถนาดีออกไปจากใจเราอย่างแท้จริง พลั งของจิ ตก็จะกระทบจิ ตที่เป็นเป้าหมายได้โดยตรง อย่ ากั งว ลต่อถ้อยคำแต่จงกังวลว่า เวลาที่เราแผ่ความปรารถนาดีไปให้ใคร เรามีความจริงใจอยู่ในนั้นหรือเปล่า ถ้าเรามีความจริงใจที่ปรารถนาจะให้เขาอยู่ดีมีความสุข แม้ไม่ต้องท่องออกมาเป็นถ้อยคำแต่ใช้เพียงกระแสแห่งจิ ตที่คิดถึงเขาในทางกุศลแค่นั้นการแผ่เมตตาก็สำเร็จเหมือนกัน”

แบ่งปัน