เป็นสิ่งที่ดีมากคิดแบบนี้ นี่ใช้อะไรคิด??!! ชาวเน็ตจวกยับ กฟผ.ปิ๊งไอเดีย เก็บเงินคนติดโซล่ารูฟ ซื้อมาก็แพงหูฉี่ แถมผลิตไฟเองไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วนี่มาไง??!! (รายละเอียด)

นี่ใช้อะไรคิด??!! ชาวเน็ตจวกยับ กฟผ.ปิ๊งไอเดีย เก็บเงินคนติดโซล่ารูฟ ซื้อมาก็แพงหูฉี่ แถมผลิตไฟเองไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วนี่มาไง??!! (รายละเอียด)

เพื่อลดค่าไฟ หลายครัวเรือนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองตอนกลางวัน ซึ่งเจ้าสิ่งที่ผลิตไฟฟ้าให้ก็คือ โซล่าร์รูฟท็อป ซึ่งก็ช่วยลดภาระได้เยอะเลยทีเดียว

ถ้าถามว่า  “โซลาร์รูฟท็อป” คืออะไร แปลตรงๆก็คือการเอาแผงโซลาร์เซลล์นำไปติดตั้งบนหลังคานั่นเอง

แต่เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา กฟผ.ชงให้ กกพ.ทำการเรียกเก็บเงินผู้ติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้า โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันมีแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวันเพิ่มมากขึ้น แต่ในช่วงระยะเวลากลางคืนที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เอง ก็กลับมาซื้อไฟฟ้าจากรัฐ ซึ่ง ส่งผลให้ยอดใช้ไฟฟ้าโดยรวมลดลง ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนปกติที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปผลิตไฟฟ้า ต้องแบกรับค่าไฟฟ้าสูงขึ้น เนื่องจาก กฟผ.ต้องเตรียมระบบสำรองไฟฟ้าไว้รองรับความต้องการใช้ที่ไม่แน่นอนในช่วงกลางคืน ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เพื่อความเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปที่ซื้อไฟจากระบบ จึงเห็นว่าควรเก็บเงินผู้ติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปในอัตรา 100-200 บาทต่อเดือน

รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)  นายพฤหัส วงศ์ธเนศ เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้มอบหมายให้ กฟผ.ศึกษาอัตราการเรียกเก็บเงินจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)แบบรายเดือน ที่เหมาะสมทั้งกลุ่มบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและกลุ่มโรงงาน เพื่อนำเงินมาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าปกติ

ทั้งนี้ กฟผ.ได้ศึกษาตัวอย่างจากประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะมี 50 รัฐ ที่มีดีเบต กันว่าควรเก็บค่าชาร์จไฟฟ้าในส่วนที่ต้องมีการลงทุนเพื่อแบ็คอัพระบบหรือไม่ ซึ่งมีกรณีวิธีการเรียกเก็บเงินที่แตกต่างกันถึง 61 กรณี โดยมีการเสนอเรียกเก็บตั้งแต่ 3-50 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือนต่อครัวเรือน แต่โดยเฉลี่ยจะเรียกเก็บประมาณ 3-10 เหรียญสหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 300-400 บาทต่อเดือน

ปัจจุบันมีผู้ผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปที่จดแจ้งกับการไฟฟ้ามีประมาณ 100-200 เมกะวัตต์ แต่ที่ไม่ได้จดแจ้งอีกจำนวนมาก โดยหากในอนาคตหากมีการติดตั้งเพิ่มสูงเกินกว่า 2,000 เมกะวัตต์ จะคิดเป็น 15% ของไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าที่หายไปในส่วนนี้ ในตอนกลางวัน จะกลับมาในตอนกลางคืน ที่คนกลุ่มนี้ กลับมาซื้อไฟฟ้าใช้จากระบบตามปกติ ทำให้กฟผ.ยังต้องลงทุนระบบแบคอัพ ไฟฟ้าไว้ในช่วงเวลากลางคืน ทำให้ภาระต้นทุนไปอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้าปกติ เพราะตัวหารลดลง

หลายคนยอมเสียเงินติดตั้งเพื่อลดค่าไฟ แต่ไหงยังต้องจ่ายกันอยู่ละเนี่ย!

หลังจากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตหลายคนต่างเข้ามาแสดงความเห็นมากมาย

แบ่งปัน